ไฟแนนซ์ให้จ่ายส่วนต่างหลังจากเอารถไปขายแล้วขาดทุน...


 ...เมื่อช่วงประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ผมมีปัญหาเรื่องงเงินเรื่องเงินขาดส่งรถ...ไม่สามารถชำระค่างวดรถได้
ผมเลยเอารถไปคืนให้กับบริษัทฯ เพราะถูกตัวแทนบริษัทฯ โทรมาขู่แทบทุกวัน ...แต่หลังจากคืนรถแล้วเรื่องก็ยังไม่จบ ตัวแทนที่รับทวงหนี้บอกว่าผมต้องใช้หนี้ส่วนต่าง...เพราะเอารถที่ผมไปคืนไปขายแล้วขาดทุน บอกให้ผมใช้หนี้ส่วนต่าง...."แพงเว่อร์เงยครับ"...สรุปว่าผมปล่อย และรอขึ้นศาล

....และเมื่อประมาณต้นปี 61 มีหมายศาลมาที่บ้าน ให้ผมไปขึ้นศาลเรื่องคดีรถนี้แหละ...ครั้งแรกผมไปตามนัด รออยู่พักใหญ่ มีทนายฝ่ายโจทก์เอาเอกสารมาให้ 1 แผน บอกให้ผมกรอกตามนี้ แล้วถ้ามาข้อสงสัยให้โทรไปที่บริษัทฯ...คุยกันไม่ถึง 30 วินาที แล้วเขาก็เดินไป...ผมนั้งรออยู่หน้าบัลลังศาลพักใหญ่ ผู้พิพากษาบอกว่าฝ่ายโจทก์ขอเลื่อน...ถัดไปอีกประมาณ1 เดือน!!!

...ครบกำหนดนัดที่สอง ผมไปตามนัด นั้งรอเวลาตามที่ศาลนัด...งานนี้รอยาวเลยครับ จนศาลพิพากษาคนสุดท้ายเสร็จจึงถามขึ้นมาว่า..."ยังมีใครที่ยังไม่ได้เรียกใหม"...ผมยกมือแล้วบอกชื่อไป ศาลบอกว่าของผมโจทก์ถอนฟ้องไปแล้วนะ..."เนื่องจากเอกสารไม่ครบ"...??? (ผมไม่แน่ใจว่ามันคือข่าวดีหรือข่าวร้ายนะ!!!""งงครับ)

...คิดว่าคดีนี้น่าจะจบแค่นี้ แต่เมื่อเช้า (14 ม.ค.62) มีโทรศัพย์จากตัวแทนของบริษัทไฟแน้นซ์โทรเข้ามา...ถามว่าเรื่องคดี(ชำระค่าส่วนต่างรถที่ค้าไว้)...จะเอายังไง เขาบอกว่า "ที่ถอนฟ้องไปคราวที่แล้วเพราะเอกสารไม่ครบ ถ้าไม่ชำระก็จะฟ้องใหม่"....???

คำถาม คือ 
1.ทางบริษัทที่ทวงนี้เขาสามารถฟ้องให้ได้หรือป่าวครับ เพราะครั้งที่แล้วเขาเป็นคนถอนฟ้องไปเอง???
2.จากเหตุการณ์นี้ ผมควรทำอย่างไรครับ(ทางผู้ทวงหนี้แจ้งมาว่าถ้าชำระจะลดค่าดำเนินการต่างๆให้ เหลือเฉพาะยอดหนี้จริง...แต่มันก็ยังสูงมากอยู่ดีครับ)



ผู้ตั้งกระทู้ กิตติพัฒน์ (fio_kj-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2019-01-14 14:40:17


1

ความคิดเห็นที่ 1 (4119080)

ฟ้องได้ครับ 

เอาคำฟ้องมาให้ทนายอ่านก่อน เพื่อหาแนวทางต่อสู้คดีต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายจิ๋ว ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2019-01-14 15:07:23


ความคิดเห็นที่ 2 (4119277)

ค่าส่วนต่าง..

  ฎีกาที่ 5032/2547...

      โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อจำนวน 1,405,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 821,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ตุลาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วจึงต้องฟังว่าเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้อยู่ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 ก็มิได้บัญญัติว่าการฟ้องคดีอันเกี่ยวแก่สัญญาเช่าซื้อมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าจะต้องเป็นค่าเสียหายเฉพาะที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อมีผลใช้บังคับอยู่เท่านั้น ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อก็มีอายุความ 6 เดือนด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า หลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแล้วนำออกขายได้ราคา 409,090.91 บาท เมื่อหักออกจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเงินยังขาดอยู่ 798,946.83 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 600,000 บาท จึงเป็นการนำสืบว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 มิได้บัญญัติไว้โดยตรงว่า การใช้สิทธิเรียกร้องซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า จะต้องเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อมีผลใช้อยู่ แต่การที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์ที่เช่า แสดงว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต้องเกิดขึ้นแล้วในวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า โดยอาจเกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้อยู่ หรือระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังครอบครองทรัพย์สินอยู่ แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซือ้ได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เป็นค่าเสียหายที่โจทก์จะทราบได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและขายไปแล้ว จึงเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2541 แล้วฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2542 ภายในกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น มโนธรรม วันที่ตอบ 2019-01-17 02:48:05



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล